พูดคุยกับผู้เข้ารอบ 10 คนสุดท้ายจาก FameLab 2016

“เราไม่มีวันรู้เลยว่าเราทำอะไรได้แค่ไหน จนกว่าจะได้ลงมือทำจริง” -  นวีน ปิติพรวิวัฒน์ ผู้เข้ารอบ 10 คนสุดท้ายในการแข่งขัน FameLab 2016

ปีที่ผ่านมาเป็นปีแรกที่บริติช เคานซิลจัดการแข่งขันนำเสนอเรื่องราวทางวิทยาศาสตร์ FameLab ขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ซึ่งได้รับความสนใจจากนักวิทยาศาสตร์มากมายที่หลงไหลและเชื่อในการทำให้เรื่องราวทางวิทยาศาสตร์เป็นเรื่องที่สนุกและเข้าใจง่ายสำหรับคนทั่วไป

นวีนได้เข้าร่วมการแข่งขันในปีที่ผ่านมาและเข้ารอบ 10 คนสุดท้าย วันนี้เข้าจะพูดถึงเหตุผลที่ทำให้เขาสมัครเข้าร่วมการแข่งขัน และมาฟังกันว่าเขาคิดอย่างไรเกี่ยวกับสื่อสารเรื่องราวทางวิทยาศาสตร์

แนะนำตัวเองและเฟสบุ๊ค ‘Science Here Here’ 

ผมสนใจเรื่องวิทยาศาสตร์มาตั้งแต่เด็ก พอโตมาอยากเห็นว่าเราจะนำวิทยาศาสตร์ไปประยุกต์ใช้อะไรได้บ้าง เลยตัดสินใจเลือกเรียนสายวิศวกรรมศาสตร์ ระหว่างเรียนก็เป็นติวเตอร์สอนเด็กม.ปลายไปด้วย ผมสอนวิชาฟิสิกส์แล้วรู้สึกว่าเนื้อหาที่เราเรียนในชั้นเรียนมันไม่มีชีวิตชีวาเอาซะเลย เช่น ให้คำนวณความเร็วของลูกบอลหรือหาแรงที่กระทำต่อกล่องสี่เหลี่ยม ผมเลยได้ไอเดียว่าอยากทำโจทย์วิทยาศาสตร์ให้มันน่าสนุกที่จะคิด ฉีกการนำเสนอวิทยาศาสตร์ในแบบเดิมๆ โดยใส่ความฮา ความเกรียนเข้าไป ปรับภาพของวิทยาศาสตร์ที่เหมือนยาขม เป็นขนมหวานที่ใครๆก็เพลิดเพลินกับมัน ผมจึงรวมกลุ่มกับเพื่อนๆสร้างเพจ Science Here Here ขึ้นมา เพจของเรานำเสนอทั้งโจทย์ปัญหา ความรู้ทั่วไป และข่าวคราวในวงการวิทยาศาสตร์

ทำไมถึงสมัครเข้าร่วมแข่งขัน FameLab 2016

ตอนผมเห็นรายละเอียดโครงการนี้ครั้งแรกรู้สึกว่ามันเป็นโครงการที่ท้าทาย และตัดสินใจว่ายังไงก็จะสมัคร แม้ว่าจะยังไม่รู้เลยว่าจะทำได้มั้ยหรือจะพูดเรื่องอะไร FameLab เปิดความเป็นไปได้ใหม่ของการสื่อสารวิทยาศาสตร์ โดยจำกัดให้เหลือแค่ตัวเรากับอุปกรณ์ไม่กี่ชิ้นบนเวที แถมยังต้องเล่าเนื้อหาทางวิทยาศาสตร์ให้คนทั่วไปที่ไม่ได้เรียนสายวิทยาศาสตร์เข้าใจได้อีกต่างหาก ลืมภาพของสมการซับซ้อนหน้าชั้นเรียน หรือนักวิทยาศาสตร์ที่พูดแต่ศัพท์ยากๆไปได้เลย

จากปกติที่เราสื่อสารกับแฟนเพจด้วยรูปภาพกับตัวอักษร เราต้องปรับตัวเองมาสื่อสารกับผู้ชม ด้วยน้ำเสียง ท่าทาง และอุปกรณ์ประกอบฉาก การนำเสนอรูปแบบนี้มันท้าทายและทำให้ผมรู้สึกตื่นเต้น เป็นโจทย์ที่แค่เริ่มต้นคิดก็รู้สึกสนุกแล้ว

นอกจากนี้ผมยังคิดว่าเป็นโอกาสดีที่จะได้พบกับนักสื่อสารวิทยาศาสตร์คนอื่นๆ เราอาจจะได้ร่วมมือกันทำอะไรสนุกๆได้อีกหลังจบโครงการ

ช่วยเล่าถึงประสบการณ์จากการเข้าร่วมแข่งขัน FameLab 2016 

เป็นครั้งแรกที่ได้ลุกขึ้นมานำเสนออะไรแบบนี้เหมือนกัน ตื่นเต้นทุกครั้งทุกรอบที่ขึ้นพูดแต่ก็เป็นข้อพิสูจน์ให้ตัวเองว่าเราก็ทำได้ การแข่งได้เรียนรู้เยอะครับทั้งจากวิทยากร และคำติชมจากคณะกรรมการ โดยเฉพาะรอบเวิร์คชอปที่เหมือนเข้าคลาสเรียนการแสดงเลย ผู้เข้าแข่งขันคนอื่นๆก็สุดยอดมาก ไม่รู้ว่าไปเอาพลังมาจากไหน นี่คือแหล่งรวมยอดมนุษย์ของวงการวิทยาศาสตร์บ้านเราชัดๆ การสื่อสารวิทยาศาสตร์เป็นมากกว่าการพูดข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ แต่ต้องผสมศิลปะการถ่ายทอดเข้าไปในสไตล์ของตัวเอง ผู้เข้าแข่งขันทุกคนรู้ข้อนี้ดี และทำให้เห็นว่าวิทยาศาสตร์ไม่ได้น่าเบื่ออย่างที่เราเคยเชื่อกันมาเลย 

คิดว่าการสื่อสารเรื่องราวทางวิทยาศาสตร์มีความสำคัญอย่างไร

ความรู้ทางวิทยาศาสตร์จำเป็นต่อคนทุกระดับ ในระดับบุคคลเราใช้วิทยาศาสตร์ในการทำงาน การดูแลสุขภาพ หรือการเลือกซื้อสินค้าและบริการ ในระดับองค์กรหรือรัฐบาลเราใช้วิทยาศาสตร์ในการกำหนดนโยบาย สร้างความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อม หรือเพิ่มผลิตภาพทางเศรษฐกิจ โดยสรุปแล้วไม่ว่าใครก็ควรมีความรู้พื้นฐานทางด้านวิทยาศาสตร์ เป็นหน้าที่ของนักสื่อสารวิทยาศาสตร์ที่จะตอบคำถามให้สังคมที่กำลังสงสัย (หรือแก้ไขความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน-misconception) กับสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดความสนใจในวิทยาศาสตร์ สองสิ่งนี้จะช่วยให้สังคมหลุดพ้นจากความกลัวในเรื่องที่ไม่เข้าใจ ส่งเสริมสังคมที่มีกระบวนการคิดแบบเป็นเหตุเป็นผล และกระตุ้นให้เกิดนักวิทยาศาสตร์หน้าใหม่มาวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ต่อไป

อยากบอกอะไรกับผู้ที่สนใจการแข่งขัน FameLab 2017

เราไม่มีวันรู้เลยว่าเราทำอะไรได้แค่ไหน จนกว่าจะได้ลงมือทำจริง ผมไม่อยากให้เคร่งเครียดกับผลการแข่งขันมากไปนักเพราะบรรยากาศของการแข่งขัน FameLab ไม่เหมือนกับการแข่งขันเลย แต่เหมือนต่างคนต่างงัดศักยภาพตัวเองออกมานำเสนอหัวข้อของตัวเองให้ปังที่สุดมากกว่า ผมเชื่อว่าตราบใดที่เราทำเต็มที่ ผู้ชมจะได้ความประทับใจกลับไปแน่นอน 

การแข่งขันนี้คือการแข่งกับตัวเองเท่านั้นจริงๆ ถ้าคุณคิดว่าพร้อมแล้ว กรอกใบสมัครเลยครับ